Hot Promotions
5 เทคโนโลยีพลิกโฉมบริการโทรคมนาคมไทยในปี 2558
13.01.2015

ปี 2558 จะเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเทคโนโลยีโทรคมนาคมของประเทศไทย เกิดจากการที่มีความต้องการใช้บริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์สูงขึ้นมากทั้ง เน็ตบ้านและเน็ตมือถือ เทคโนโลยีและเครื่องลูกข่ายก็มีความพร้อม และที่สำคัญผู้ให้บริการแต่ละรายก็แต่งทัพเตรียมลงศึกครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทำให้ปี 2558 น่าจะเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเทคโนโลยีโทรคมนาคมของไทย และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2558 เลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่น่าจับตาในปี 2558 มี 5 เรื่องด้วยกันคือ 4G, VoLTE, HetNet, FTTH และการปรับความเร็วอัพโหลดของบริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ทั้งหมด

4G

ในปี 2558 กสทช. วางแผนจะเอาคลื่น 900 MHz และ 1800 MHz ที่หมดสัมปทานลงมาประมูลเพื่อเอาไปทำ 4G ซึ่งหากการประมูลเกิดขึ้นตามแผนของกสทช. จะทำให้ไทยมีบริการ 4G ในคลื่นความถี่อีก 2 ย่าน นอกเหนือจาก 4G ในย่านความถี่ 2100 MHz ที่ทรูมูฟเอชและดีแทคได้เปิดให้บริการไปแล้วในพื้นที่จำกัด

4G ในคลื่นความถี่ 900 MHz และ 1800 MHz ดีอย่างไร

ประการแรกก็คือคลื่นความถี่ 900 MHz เป็นความถี่ต่ำ ส่งสัญญาณได้ไกล และทะลุทลวงเข้าไปในอาคารได้ดีกว่าคลื่นความถี่สูง ดังนั้น 4G ในคลื่นความถี่ 900 MHz จะมีพื้นที่ให้บริการที่ใหญ่กว่า 4G ในคลื่นความถี่อื่นเมื่อใช้จำนวนสถานีฐานเท่าๆกัน ส่วนคลื่นความถี่ 1800 MHz นั้นเป็นคลื่นความถี่เป็นที่นิยมนำมาทำ 4G มากที่สุดในโลก ดังนั้นจึงมีเครื่องโทรศัพท์มือถือรองรับ 4G ในคลื่นความถี่ 1800 MHz มากกว่าในคลื่นความถี่อื่นๆ ถึงแม้ว่ามือถือ 4G ตัวท็อป เช่น ไอโฟน 6 จะรองรับ 4G แทบจะทุกคลื่นความถี่ แต่มือถือ 4G ทั่วไปที่ราคาต่ำกว่า 1 หมื่นบาทจะรองรับคลื่นความถี่แค่บางคลื่นเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะรองรับคลื่นความถี่ 1800 MHz แน่นอน

ประการที่สอง การที่ผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมีใบอนุญาตคลื่นความถี่ที่สามารถเอามาทำ 4G ได้มากกว่าหนึ่งใบอนุญาตจะเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายนั้นใช้เทคโนโลยี LTE Advanced (LTE-A) เอาคลื่นความถี่สองย่านมาผนวกกันเป็นผืนเดียวได้ ทำให้ความเร็วสูงสุดของ 4G เพิ่มจาก 75 Mbps เป็น 150 Mbps เลยทีเดียว

ประการที่สาม การเกิดขึ้นของ 4G ในย่านความถี่ 900 MHz และ 1800 MHz จะก่อให้เกิดการแข่งขันกันขยายโครงข่าย 4G ของผู้ให้บริการทุกรายอย่างรุนแรง รวมทั้ง 4G ในย่านความถี่ 2100 MHz ด้วย ส่งผลให้ 4G ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และมีแพกเกจที่จูงใจให้ใช้บริการมากขึ้น

 

VoLTE

บริการ 4G ในปัจจุบันรองรับเฉพาะดาต้า หากมีการโทรเข้าโทรออกเครื่องโทรศัพท์มือถือจะต้องไปจับสัญญาณ 3G แต่ที่จริงเทคโนโลยี 4G รองรับการโทรเข้าโทรออกมาเป็นปีแล้ว เรียกว่า Voice over LTE หรือ VoLTE (ออกเสียงว่าโวลเต้) แต่ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ยังไม่ได้รีบอัพเกรดเครือข่ายให้รองรับ VoLTE เนื่องจากเครื่องโทรศัพท์มือถือ 4G ยังไม่รองรับ VoLTE จนกระทั่งแอปเปิลเปิดตัวไอโฟน 6 และ ไอโฟน 6 รองรับ VoLTE

ไอโฟน 6 จะเป็นตัวผลักดันให้ผู้ให้บริการ 4G รีบอัพเกรดเครือข่ายให้รองรับ VoLTE

เมื่อโทรศัพท์มือถือโทรเข้าโทรออกโดยใช้ VoLTE คุณภาพเสียงจะเป็น HD Voice (ปัจจุบัน เอไอเอส กับ ดีแทค มี HD Voice ใน 3G แล้ว แต่ทรูมูฟเอชยังไม่มี) การโทรออกจะใช้เวลาเพียง 1 วินาที (ระบบ 3G ใช้เวลา 5-6 วินาทีกว่าจะได้ยินเสียงริงโทน) นอกจากนี้ผู้โทรยังสามารถเปิดปิดกล้องของโทรศัพท์มือถือของตนเองในระหว่าง โทรได้ ทำให้สามารถสลับไปมาระหว่าง voice call และ video call โดยไม่ต้องวางสาย และได้คุณภาพของสัญญาณ video call เป็นแบบ HD

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการ 4G จะต้องปรับจูนเครือข่ายให้ดีก่อนที่จะเปิดให้บริการ VoLTE มิฉะนั้นจะมีโอกาสเกิดสายหลุดได้ง่ายกว่าการโทรโดยใช้ 3G เพราะ 3G มี soft handover ซึ่งช่วยลดการเกิดสายหลุดในระหว่างเคลื่อนที่แต่ 4G ไม่มี

 

HetNet

WiFi รุ่นเก่าๆที่ติดอยู่ตามท้องถนนมักจะเชื่อมสัญญาณด้วยสายโทรศัพท์ที่เป็นสาย ทองแดง ซึ่งมีความเร็วเฉลี่ยเพียง 3-4Mbps เมื่อพื้นที่ให้บริการ 4G ครอบคลุมมากขึ้น ผู้ใช้บริการจะเริ่มรำคาญที่โทรศัพท์มือถือจับสัญญาณ WiFi แล้วได้ความเร็วต่ำกว่า 4G และจะเริ่มปิด WiFi ในโทรศัพท์มือถือและเปิด WiFi เมื่อต้องการจะใช้ WiFi เท่านั้น เพราะถ้าเปิด WiFi ทิ้งไว้ โทรศัพท์มือถือจะจับ WiFi ก่อน 3G/4G เสมอ พฤติกรรมปิด WiFi นี้เกิดขึ้นในหลายประเทศที่มี 4G ทำให้ WiFi ไม่ช่วยแบ่งเบาการใช้ดาต้าในเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเท่าที่ควร

หากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือต้องการให้ WiFi ช่วยแบ่งเบาการใช้ดาต้าจากโทรศัพท์มือถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องอัพเกรด WiFi รุ่นเก่าๆและเชื่อมสัญญาณด้วยไฟเบอร์ออปติกเพื่อทำความเร็วให้สูสีกับ 4G และต้องใช้การออกแบบเครือข่ายแบบ Heterogeneous Network หรือ HetNet เพื่อให้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือและ WiFi ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ สามารถ handover ข้ามระบบในขณะเคลื่อนที่ได้โดยที่สายไม่หลุด และเลือกจับสัญญาณ 3G/4G/WiFi ตามคุณภาพสัญญาณและความเร็ว ไม่ใช่จับ WiFi ก่อนเสมอถึงแม้ว่า WiFi ในบริเวณนั้นจะมีความเร็วต่ำกว่าก็ตาม

ในปี 2558 เราจะเริ่มเห็นการปรับปรุงโครงข่าย WiFi และการทำงานร่วมกันระหว่างโครงข่ายโทรศัพท์มือถือกับ WiFi ที่สมบูรณ์แบบขึ้น

 

FTTH

เครือข่าย 3G ต้องใช้สายไฟเบอร์ออปติกเชื่อมต่อไปยังสถานีฐานทุกแห่ง เมื่อผู้ให้บริการขยายเครือข่าย 3G จนครอบคลุมทั่วประเทศก็ทำให้สายไฟเบอร์ออปติกเข้าถึงทุกพื้นที่ตามไปด้วย สถานีฐาน 3G ในกรุงเทพฯอยู่ห่างกันไม่ถึง 1 กิโลเมตร ในขณะที่สถานีฐาน 3G ในตัวอำเภอต่างๆอยู่ห่างกันไม่เกิน 3 กิโลเมตร ทำให้บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างจากสถานีฐานไม่เกิน 1.5 กิโลเมตร หรือไม่เกิน 1 ไมล์ ดังนั้นหากผู้ให้บริการลากสายไฟเบอร์ออปติก "last mile" จากสถานีฐานเข้าบ้านแต่ละหลัง บริการ Fiber to the home หรือ FTTH ก็จะเกิดขึ้นทันที และเป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะเทคโนโลยีเก่าคือ ADSL ได้มาถึงทางตัน ไม่สามารถเพิ่มความเร็วได้อีกแล้ว ทำให้ปีที่ผ่านมาเน็ตบ้านมีความเร็วช้ากว่าเน็ตมือถือเป็นครั้งแรก

บริการ FTTH จะเกิดขึ้นจริงในปี 2558 อย่างแน่นอนเมื่อเอไอเอสเข้าสู่ตลาดเน็ตบ้านอย่างเต็มตัว และกระตุ้นให้ผู้ให้บริการรายเดิมต้องขยายพื้นที่ให้บริการและอัพเกรด เทคโนโลยีอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องส่วนแบ่งการตลาดของตนเอง คาดว่าความเร็วมาตรฐานของเน็ตบ้านจะปรับจาก 10/1 Mbps เป็น 15/5 Mbps และแพกเกจความเร็วสูงสุดของเน็ตบ้านอาจจะสูงกว่า 100 Mbps

การแข่งขันของเน็ตบ้านน่าจะมาในรูปแบบ triple play นั่นคือ เน็ตบ้าน + โทรศัพท์บ้าน + เคเบิลทีวี มาในสายเส้นเดียวกัน โดยค่ายทรู น่าจะใช้เทคโนโลยี DOCSIS บนสายเคเบิลทีวี ส่วนค่ายอื่นๆคือทีโอที เอไอเอส และ 3BB จะใช้เทคโนโลยี FTTH บนสายไฟเบอร์ออปติก

FTTH มีความจุสูงพอที่จะส่งรายการโทรทัศน์ด้วยความคมชัดระดับ HD หลายสิบช่อง จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดการแข่งขันในธุรกิจเคเบิลทีวีตามมาหรือ ไม่

 

การปรับความเร็วอัพโหลดของบริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ทั้งหมด

เทคโนโลยี 3G และเน็ตบ้านแบบ ADSL ถูกออกแบบมาให้มีความเร็ว download ต่อ upload ประมาณ 10:1 (ADSL มีความเร็ว 10/1 Mbps ในขณะที่ 3G มีความเร็ว 42/5.76 Mbps แต่ต้องแย่งกันใช้ในเซลเดียวกัน ทำให้ความเร็วเฉลี่ยอยู่แถวๆ 10/2 Mbps) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการอัพโหลดรูปและคลิปวีดิโอ

เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในยุค social network ที่มีความนิยมอัพโหลดรูปและคลิปวีดิโอจำนวนมาก อัตราส่วนความเร็ว download ต่อ upload จะต้องปรับจาก 10:1 เป็น 3:1

เน็ตบ้านแก้ปัญหานี้โดยการเปลี่ยนเทคโนโลยีจาก ADSL เป็น DOCSIS / FTTH หรือ fixed wireless broadband เช่น Airnet ของเอไอเอส และ WiNet ของทีโอที ซึ่งสามารถทำอัตราส่วน download ต่อ upload ที่ 3:1 ได้

เน็ตมือถือแก้ปัญหานี้โดยใช้ระบบ 4G และอัพเกรด 3G เป็น DC-HSUPA (Dual Cell – High Speed Uplink Packet Access) ซึ่งต้องใช้กับโทรศัพท์มือถือ 3G รุ่นใหม่ที่สามารถอัพโหลดโดยจับสัญญาณสองเซลพร้อมกัน ทำให้ความเร็วอัพโหลดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จาก 5.76 Mbps เป็น 11.5 Mbps

เราน่าจะเห็นโทรศัพท์มือถือที่รองรับ DC-HSUPA ในช่วงปลายปี 2558 (ซึ่งอาจจะเป็นไอโฟน 7 ก็ได้)

 

เทคโนโลยีทั้ง 5 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นจะพลิกโฉมการให้บริการโทรคมนาคมในประเทศไทยในปี 2558 ทำให้มีการเติบโตของอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์อย่างรวดเร็วและเป็นการปูโครง สร้างพื้นฐานของ Digital Economy รวมทั้งทำให้เกิดบริการอื่นๆตามมาอีกมาก เช่น Software-as-a-Service (SaaS), การถ่ายทอดสัญญาณภาพจากกล้อง CCTV และการถ่ายทอดสดภาคสนามด้วยคุณภาพระดับ HD ซึ่งใช้ประโยชน์จากความเร็วอัพโหลดที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแบบพลิกโฉม เกมการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมก็อาจจะพลิกผันได้ จึงต้องจับตาดูว่าในปี 2558 จะมีการเปลี่ยนอันดับของผู้ให้บริการเน็ตบ้านและเน็ตมือถือหรือไม่ งานนี้ห้ามกระพริบตาเด็ดขาด

 

ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก คุณศรัณย์ ผโลประการ, ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานวางแผนระบบเครือข่ายและบริการเอไอเอสด้วยนะคะ ^^